มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

Permanent URI for this communityhttps://psruir.psru.ac.th/handle/123456789/128

ค้นหา

ผลการค้นหา

กำลังแสดง1 - 10 of 67
  • Thumbnail Image
    รายการ
    การศึกษาประสิทธิภาพและการสร้างมาตรการบังคับใช้ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ศึกษากรณีพื้นที่รอบ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนทะเลแก้ว)
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2564) ภูวเดช วงศ์เคี่ยม; ธีรวุฒิ ทองทับ; นฤมล พุ่มเมือง
    งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บริเวณรอบมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนทะเลแก้ว) และเพื่อสร้างมาตรการในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methodology) เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างตัวแทนนักศึกษา ร้านค้า สถานบริการประชาชน 10 คนและแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษา 398 คน และประชาชน 476 คน เกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ตัวแทนนักศึกษา ร้านค้า ผู้ประกอบการและประชาชนมีการรับรู้มาตรการการบังคับใช้ฎหมายพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 การควบคุมวันและเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด ส่วนการควบคุมฉลากและบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยที่สุด ส่วนของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย พบว่า มักใช้ 3 มาตรการหลักในการดำเนินการในพื้นที่ คือ การควบคุมผู้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ห้ามขายให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ) การควบคุมวิธีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (การขายแบบส่งเสริมการตลาด เช่น ขายลดแลก แจกแถม) และการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีอยู่ 2 ลักษณะคือ 1) เป็นการที่จะลดราคาเครื่องดื่มในร้าน และ2 ) การนำภาพการจัดกิจกรรมไปโพสต์ในสื่อออนไลน์ อันเข้าลักษณะความผิดตามมาตรา 32 กลุ่มตัวอย่างของนักศึกษากรณี ความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้ถึงพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับพอใช้โดยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 57.95 เมื่อพิจารณาแต่ละมาตรการพบว่า การควบคุมบุคคลผู้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือ ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปี บริบูรณ์หรือบุคคลที่มีอาการมีนเมาจนครองสติไม่ได้ (มาตรา 29) ซึ่ งมาตรการนี้ ควรประชาสัมพันธ์ให้แก่ผู้ประกอบการให้มากขึ้น ส่วนกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ตัวอย่างจากประชาชน ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.95 เมื่อพิจารณาแต่ละมาตรการพบว่า การควบคุมบุคคลผู้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นักศึกษาและประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจมาตรการดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี ส่วนการควบคุมวิธีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรณีการจำหน่ายเหล้าแถมเบียร์ และการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นักศึกษาและประชาชนรับรู้ได้ค่อนข้างน้อย คณะผู้วิจัยสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสรุปได้ คือ ประการแรกควรมีคำเตือนเป็นรูปภาพประกอบหรือผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามองค์การอนามัยโลก รวมถึงการสร้างแผนในการให้ความรู้ตั้งแต่ระดับเยาวชน ประการที่สองควรนำมาตรการทางกฎหมายของประเทศสวีเดนที่มีระบบที่ควบคุมโดยรัฐมีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่จะซื้อและผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการผูกขาดร้านค้าของรัฐ นอกจากนี้ ควรทำความเข้าใจให้นักศึกษาและประชาชนรับรู้ว่าห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่ผู้ซื้อที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี บริบูรณ์อย่างเด็ดขาด และสร้างความร่วมมือแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ ประการที่สามควรมีการประชาสัมพันธ์ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นักศึกษาและประชาชนรับรู้ วัน ช่วงเวลาที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการห้ามขายในวันสำคัญทางพุทธศาสนาและวันเลือกตั้ง ประการที่สี่ ควรนำมาตรการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศฝรั่งเศส เช่น การห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวดโดยมีรายละเอียดที่ห้ามมิให้โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านสื่อ อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะคือ ส่วนประเทศนอร์เวย์กำหนดห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยการเป็นผู้สนับสนุนกีฬา ทีมกีฬา เสื้อผ้านักกีฬา ป้ายโฆษณา และกิจกรรมอื่นๆ ประการสุดท้ายควรมีการรณรงค์ให้รับรู้ถึงกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้ประกอบการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์กฎหมาย ตลอดจนการดำเนินการออกตรวจ และประสานหน่วยงานที่ออกตรวจร่วมกัน
  • Thumbnail Image
    รายการการเข้าถึงแบบเปิด
  • Thumbnail Image
    รายการการเข้าถึงแบบเปิด
    การจัดการธุรกิจผ้าทอมือบนวิถีวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านม่วงหอม ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2562) บุษบา หินเธาว์; นภาภรณ์ อุ่นปริชาวณิชย์; ธิดารัตน์ วุฒิศรีเสถียรกุล; อารีย์ บรีดีกุล; รัตนา สิทธิอ่วม
    การศึกษานี้เป็นการศึกษาทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ1) พัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอมัดหมี่ประเภทผ้าพันคอให้สามารถเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้ 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดด้วยสื่อสังคมออนไลน์พร้อมพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตผ้าทอบ้านม่วงทอมให้สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจำหน่ายสินค้าผ้าทอ 3) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เรื่องผ้าทอมัดหมี่บ้านม่วงทอม 4) เพื่อพัฒนาหลักสูตรบูรณาการภูมิปัญญาการทอผ้ามัดหมี่บ้านม่วงทอม โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนา การสังเกตการณ์ และแบบสอบถาม โดยใช้วิธีเชิงพรรณนาและวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์เชิงสถิติด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อนำข้อมูลมาสรุปและเสนอแนะ ผลการศึกษา พบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจรูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าพันคอแบบที่ 3 มากที่สุด ค่าเฉลี่ยคือ 4.06 รองลงมาเป็นรูปแบบที่ 1 มีค่าเฉลี่ย 4.04 และรูปแบบที่ 2 ค่าเฉลี่ย 4.02 และให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด ซึ่งผ้าพันคอทั้ง 3 แบบมีต้นทุนเท่ากันที่ราคา 117.40 บาท กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดด้วยสื่อสังคมออนไลน์ในการจำหน่ายสินค้าผ้าทอบ้านม่วงทอม สามารถเรียงลำดับตามความสำคัญคือ 1) การนำเสนอในรูปแบบวีดีโอถ่ายทอดสด 2) การจัดกิจกรรมพิเศษผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และ 3) การส่งเสริมการขายด้วยภาพ/วีดีโอ ส่วนระบบสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เรื่องผ้าทอมัดหมี่บ้านม่วงทอมที่พัฒนาขึ้น มีผลการประเมินในด้านต่างๆ ที่ พบว่า ภาพรวมของการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อวีดีโออยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.38 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.679 และภาพรวมของนำเสนอข้อมูลผ่านเว็บไซต์อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.24 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.638 และผลการสัมภาษณ์พบว่าข้อมูลและรูปแบบสารสนเทศที่นำเสนอมู่เนื้อหาที่ถูกต้อง ครบถ้วน และมีความน่าสนใจ สามารถเรียนรู้ได้อย่างเข้าใจง่าย และเป็นช่องทางการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นและให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป อีกทั้งการพัฒนาหลักสูตรบูรณาการภูมิปัญญาการทอผ้ามัดหมี่บ้านม่วงทอม มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างราบรื่นและบรรลุผลตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
  • Thumbnail Image
    รายการการเข้าถึงแบบเปิด
    การผลิตถั่วเหลืองหมักที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วยราโมแนสคัสเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2556) เกตุการ ดาจันทา; อุทัยวรรณ จัศรธง
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกราโมแนสคัสที่เหมาะสมในการหมักถั่วเหลืองให้มี monacolin K สูงและสาร citrinin ต่ำ หลังจากนั้นได้ศึกษากระบวนการหมักถั่วเหลืองที่เหมาะสมโดยบ่มถั่วเหลืองที่อุณหภูมิ 25 30 และการเปลี่ยนอุณหภูมิจาก 30 เป็น 25 องศาเซลเซียสระหว่างการหมัก นาน 20 วัน ตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในถั่วเหลืองหมัก ได้แก่ วงควัตถุ, monacolin K, citrinin, phenolic compounds และ isoflavones นอกจากนี้ยังได้ตรวจวิเคราะห์ฤทธิ์ด้านออกซิเดชันด้วยวิธี DPPH radical-scavenging effect และ ferric reducing antioxidant power (FRAP) ในถั่วเหลืองหมักอีกด้วย ผลการศึกษาพบว่าถั่วเหลืองที่หมักด้วยรา Monascus sp. PSRU03 มีปริมาณของสาร monacolin K สูงที่สุด (29.98 mg/kg DM) เมื่อเปรียบเทียบกับสายพันธุ์ PSRU05, PSRU08 และ PSRU10 (6.83 – 17.76 mg/kg DM) และพบ citrinin ในปริมาณต่ำ สำหรับการศึกษากระบวนการหมักพบว่าถั่วเหลืองที่หมักด้วยรา Monascus sp. PSRU03 ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส นาน 20 วัน มีปริมาณของรงควัตถุและ phenolic compounds สูงที่สุด และถั่วเหลืองที่หมักนาน 15 วันมีฤทธิ์ด้านออกซิเดชัน DPPH radical-scavenging effect และ FRAP เพิ่มขึ้นสูงกว่าการบ่มถั่วเหลืองที่อุณหภูมิอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ถั่วเหลืองหมักโมแนสคัสอบแห้งที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ตรวจพบปริมาณรงควัตถุและสมบัติการด้านออกซิเดชันสูงกว่าถั่วเหลืองหมักโมแนสคัสที่ผ่านการอบแห้งที่อุณหภูมิ 50 และ 60 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามปริมาณของสาร isoflavones รวม (daidzin+glycitin+genistin+daidzein+glycitein+genistein) ในถั่วเหลืองหมักอบแห้งทั้ง 3 อุณหภูมิมีค่าไม่แตกต่างกัน สาร isoflavones ที่พบในถั่วเหลืองหมักโมแนสคัสเกือบทั้งหมดเป็นชนิด aglucosides โดยพบ daidzein มากที่สุด (ร้อยละ 53-54 ของ isoflavones รวม) รองลงมาคือ genistein (ร้อยละ 36-38 ของ isoflavones รวม) และ glycitein (ร้อยละ 10 ของ isoflavones รวม) ถั่วเหลืองหมักโมแนสคัสที่ผลิตด้วยสภาวะที่เหมาะสมและผ่านการอบแห้งที่ 70 องศาเซลเซียส มีปริมาณของสาร monacolin K และ citrinin 38.87 และ 1.60 mg/kg DM ตามลำดับ งานวิจัยนี้พบว่ารา Monascus sp. PSRU03 มีศักยภาพในการนำมาผลิตถั่วเหลืองหมักที่อุดมด้วยสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด อย่างไรก็ตามการนำถั่วเหลืองหมักโมแนสคัสไปใช้ประโยชน์นั้นควรมีการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากสารพิษ citrinin ร่วมด้วย
  • Thumbnail Image
    รายการการเข้าถึงแบบเปิด
    ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อะซิติลโคลีนเอสเทอเรสของสารสกัดจากยอบ้านเพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2562) ภรภัทร ลำอางค์; ดามรัศมน สุรางกูร; อนงค์ ศรีโสภา
  • Thumbnail Image
    รายการการเข้าถึงแบบเปิด
    การศึกษารูปแบบการเลี้ยงไก่ไข่ที่ส่งผลต่อสมรรถภาพการผลิตและคุณภาพไข่
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2562) สุกัญยา แตงโม; สุภาวดี แหยมคง; ประภาศิริ ใจย่อง; พัทธนันท์ โกธรรม; ต๋วน เหงียน ง๊อก
  • Thumbnail Image
    รายการ
    รูปแบบศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางระบบนิเวศและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สัมพันธ์ กับวิถีชีวิตคนท้องถิ่นพื้นที่ป่าต้นน้ำขมึน เขตอุทยานภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2562) โชติ บดีรัฐ; สุพัตรา เจริญภักดี บดีรัฐ; ยุวดี พ่วงรอด; รสสุคนธ์ ประดิษฐ์
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความหลากชนิดของตัวบ่งชี้ชีวภาพและลักษณะทางกายภาพของระบบนิเวศในพื้นที่ป่าต้นน้ำขมึน 2) เพื่อศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 3) เพื่อศึกษาการจัดทำแผนแม่บทชุมชนต่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศ ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าต้นน้ำขมึน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม และ 4) เพื่อศึกษารูปแบบศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางระบบนิเวศและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตคนท้องถิ่นพื้นที่ป่าต้นน้ำขมึน เก็บข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากตารางของ Krejci&Morgan ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 383 คน และนำมาวิเคราะห์หาค่าสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) จากนั้นเก็บข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสนทนากลุ่ม จากกลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบเจาะจง ทั้ง 3 กลุ่ม (45 คน) และนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. ความหลากชนิดของตัวบ่งชี้ชีวภาพและลักษณะทางกายภาพของระบบนิเวศบริเวณประปาภูเขาในพื้นที่ป่าต้นน้ำขมึน พบว่า 1.1 พืชที่พบมากที่สุดต่อแปลง คือ กลุ่มแอนโทไฟตา (พืชดอก) ได้แก่ Globba sp. (11 แปลง) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae รองลงมา คือ Memecylon sp. (10 แปลง ) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Melastomataceae และ Iguanura sp. (3 แปลง) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Arecaceae ตามล้าดับ พบพืชกลุ่มไบรโอไฟตา (พืชไม่มีท่อลำเลียง) จ้านวน 5 วงศ์ 5 สกุล 5 ชนิด และพบพืชกลุ่มเทอโรไฟตา (เฟิร์น) จำนวน 2 ชนิด ซึ่งอยู่ในวงศ์ Grammitidaceae และไม่สามารถระบุชนิดพืชได้จำนวน 19 ชนิด 1.2 ราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Acaulosporaceae สกุล Acaulospora (20 ชนิด) ชนิดเด่นคือ AMFKM1 (Acaulospora sp.) มี 38 สปอร์ต่อดิน 100 กรัม รองลงมาอยู่ในวงศ์ Glomeraceae สกุล Glomus (4 ชนิด) และวงศ์ Gigaspoaceae สกุล Gigaspora (3 ชนิด) ตามลำดับ 1.3 พบแพลงก์ตอนพืชทั้งหมด 20 สกุล 31 ชนิด แพลงก์ตอนพืชที่พบมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ Fragilaria sp. (6 ชนิด) รองลงมาคือ Surirella sp. (4 ชนิด) และ Eunotia sp. (3 ชนิด) ประเมินคุณภาพน้ำด้วยแพลงก์ตอนพืชสกุลเด่นตามวิธี AARL – PC Score พบน้ำมีคุณภาพปานกลางถึงไม่ดี สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ทางเคมีและกายภาพ ดังนั้นแพลงก์ตอนพืชเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพน้ำได้ 1.4 ดินส่วนใหญ่ร่วนและมีการระบายน้้าดี อุณหภูมิดินปานกลาง (29-31 °C) ค่ากรด-ด่าง ค่อนข้างต่ำ (3.4-4.7) ค่าการนำไฟฟ้า (441.7-859.3 µS/cm) กับค่าเกลือ (209.7-415.3 ml/L) มีอินทรียวัตถุในดินสูง (3.6-10.3%) มีธาตุไนโตรเจนสูง (3.42%) ธาตุฟอสฟอรัสต่ำ (0.35%) และธาตุโพแทสเซียมสูง (95.8 mg/Kg) ดินโดยรวมมีความอุดมสมบรูณ์ปานกลาง 1.5 ค่าดัชนีความหลากหลายของพืช ราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาและแพลงก์ตอนพืช คำนวณจาก Shannon-Wiener index อยู่ในระดับค่อนข้างน้อย คือ 1.32, 1.10 และ 2.37 ตามลำดับ และ Simpson index แสดงความเด่นของชนิดน้อย คือ 0.67, 0.78 และ 0.87 ตามลำดับ 2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าต้นน้ำขมึนถูกศึกษาความจำเป็นทางกายภาพ 4 ด้าน (ด้านอาหาร ด้านที่อยู่อาศัย ด้านเครื่องนุ่งห่ม ด้านยารักษาโรค) และด้านอื่น ๆ (อาทิ ภูมิปัญญากับความเชื่อความศรัทธา) พบว่ามีความหลากหลายมาก เช่น มีพิธีกรรมความเชื่อด้านการท้าบายศรีสู่ขวัญ เสริมดวง ต่อชะตา สะเดาะเคราะห์ พิธีกรรมบูชาพระแม่โพสพ ความเชื่อศาลปู่ศาลย่า บูชาบรรพบุรุษ มีการปลูกสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อใช้รักษาโรค เป็นต้น 3. การจัดท้าแผนแม่บทชุมชนต่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศ ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าต้นน้ำขมึน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมถูกศึกษาและพบว่าการเก็บข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม จำนวน 3 กลุ่ม เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนและเผยให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัดที่นำมาสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ มาตรการ แผนงาน โครงการและกิจกรรม มีการยกแผนแม่บทฉบับร่างจากการระดมความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแนวทางการด้าเนินงานโดยเลือกตั้งคณะทำงาน (หมู่บ้านละ 2 คน) และเชิญผู้อาวุโสของตำบลเป็นที่ปรึกษา จากนั้นได้นำแผนแม่บทชุมชนฉบับร่างเข้าสภาตำบล เพื่อพิจารณาให้ถูกต้องสมบรูณ์ พร้อมได้กำหนดผู้รับผิดชอบตามยุทธศาสตร์ ดังนี้ 1) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน 2) ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าต้นน้ำขมึน และ 3) ยุทธศาสตร์การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ทุกโครงการและกิจกรรมถูกเรียงลำดับตามความสำคัญ หลังจากนั้นจึงบรรจุในแผนพัฒนาตำบลของเทศบาลตำบลเนินเพิ่ม 4. การศึกษารูปแบบศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางระบบนิเวศและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตคนท้องถิ่นพื้นที่ป่าต้นน้ำขมึนถูกสำรวจและพบว่าประชาชนต้องการให้เกิดแบบจำลองขนาดเล็กที่เคลื่อนย้ายได้ที่มีแสงและสีสมจริง
  • Thumbnail Image
    รายการการเข้าถึงแบบเปิด
    ศักยภาพการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของจังหวัดพิษณุโลกโดยใช้แบบจำลอง Boston Consulting Group (BCG)
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2558) อรรถพล จรจันทร์