คณะสังคมศาสตร์และการพัฒนาท้องถิ่น

Permanent URI for this communityhttps://psruir.psru.ac.th/handle/123456789/163

ค้นหา

ผลการค้นหา

กำลังแสดง1 - 10 of 20
  • รายการ
    พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ศึกษากรณีการดําเนินกระบวน พิจารณาคดีมรรยาททนายความ
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2567) จุฑามาศ สุขหล่อ; กานดิศ ศิริสานต์
    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของทนายความ ความหมายของทนายความ บทบาทหน้าที่ของทนายความ จริยธรรมของทนายความ มรรยาททนายความ การลงโทษทนายความ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีมรรยาททนายความของประเทศไทย การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีมรรยาททนายความของต่างประเทศ การใช้อำนาจหน้าที่ของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ตามหลักนิติธรรม หลักธรรมของวิชาชีพทนายความ เพื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาเกี่ยวกับปัญหาการริเริ่มคดีมรรยาททนายความโดยคณะกรรมการมรรยาททนายความ ปัญหาความล่าช้าในการดำเนินคดีมรรยาททนายความ ปัญหาอัตราโทษคดีมรรยาททนายความ ผลการวิจัยพบว่า การพิจารณาคดีมรรยาททนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ยังมีความไม่เหมาะสมและเป็นธรรมเท่าที่ควร ทั้งต่อผู้กล่าวหา และทนายความผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการริเริ่มคดีมรรยาททนายความโดยคณะกรรมการมรรยาททนายความ ทั้งที่คณะกรรมการมรรยาททนายความมีหน้าที่พิจารณาคดีมรรยาททนายความ รวมถึงมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดี ยกคำกล่าวหา สั่งลงโทษทนายความผู้ถูกกล่าวหา ความล่าช้าในการพิจารณาคดีมรรยาททนายความที่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าคดีจะถึงที่สุด เพราะขั้นตอนในการพิจารณาคดีมรรยาททนายความมีหลายขั้นตอน และในบางขั้นตอนก็มิได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาไว้ และอัตราโทษคดีมรรยาททนายความที่มีค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะโทษภาคทัณฑ์ซึ่งเป็นบทลงโทษขั้นเบาที่สุด ทนายความผู้ถูกลงโทษภาคทัณฑ์ยังสามารถทำการเป็นทนายความได้ แต่โทษดังกล่าวก็ส่งผลให้ ทนายความผู้ถูกลงโทษไม่สามารถที่จะเป็นทนายความอาสาหรือทนายความขอแรงได้
  • รายการ
    การปรับเปลี่ยนองค์การภาครัฐสู่ยุค Digital 4.0 : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก
    (2567) ศริลินทิพย์ สระสิทธิ์; ธนัสถา โรจนตระกูล; กัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์
    การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการปรับเปลี่ยนองค์การภาครัฐสู่ยุค Digital 4.0 2) เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนองค์การภาครัฐสู่ยุค Digital 4.0 และ 3) ศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนองค์การภาครัฐสู่ยุค Digital 4.0: กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก โดยกลุ่มตัวอย่างในการใช้แบบสอบถาม คือ บุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 290 คน และกลุ่มที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ได้แก่ บุคลากรระดับสูงในองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้รูปแบบการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. สภาพการปรับเปลี่ยนองค์การภาครัฐสู่ยุค Digital 4.0 เกี่ยวกับความพร้อมของบุคลากร ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านแรงจูงใจ (x̄= 4.60) ด้านความรับผิดชอบในงาน (x̄= 4.58) ด้านทัศนคติ (x̄= 4.55) ด้านทักษะ (x̄= 4.51) ด้านความรู้ (x̄= 4.43) และองค์ประกอบของการเป็นองค์การ Digital 4.0 ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร (x̄= 4.65) ด้านการหาพันธมิตรเข้ามาช่วย (x̄= 4.64) ด้านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาปรับใช้ (x̄= 4.60) ด้านการมีจุดแข็งเป็นของตัวเอง (x̄= 4.57) 2. ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ และตำแหน่งงาน ต่างกันมีผลทำให้ความพร้อมของบุคลากรและความคิดเห็นต่อองค์ประกอบของการเป็นองค์การ Digital 4.0 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. แนวทางการปรับเปลี่ยนองค์การภาครัฐสู่ยุค Digital 4.0 พบว่า มีการกำหนดนโยบายการปรับเปลี่ยนองค์การ ทั้งด้านการพัฒนาระบบงานและการพัฒนาบุคลากรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบงาน เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้การปฏิบัติงานภายในองค์กรสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร
  • รายการ
    การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จังหวัดพิษณุโลก
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2566) กล้าณรงค์ แสนพะเยาว์; กัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์; ธนัสถา โรจนกูล
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) ประสิทธิผลของการนำนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากไปปฏิบัติ 2) ปัจจัยที่ ส่งผลต่อประสิทธิผลของการนำนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากไปปฏิบัติ และ 3) แนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จังหวัดพิษณุโลก โดยกลุ่มตัวอย่างในการใช้แบบสอบถาม คือ สมาชิกชุมชนท่องเที่ยว 3 ชุมชน จำนวน 335 คน และกลุ่มที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ได้แก่ผู้นำชุมชนหรือผู้แทนชุมชน คณะกรรมการชุมชน และสมาชิกในชุมชน จำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้รูปแบบการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิผลของการนำนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากไปปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ได้แก่แนวคิดและความสามารถของคน คุณภาพชีวิตคนในชุมชน ความเข้มแข็งของชุมชนและการบริหารจัดการและความสัมพันธ์ของชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. ปัจจัยด้านความชัดเจนของนโยบาย ด้านศักยภาพขององค์กรที่นำนโยบายไปปฏิบัติ ด้านทรัพยากร ด้านทักษะและสิ่งจูงใจของผู้ปฏิบัตินโยบาย ด้านการกำกับ ตรวจสอบ และประเมินผล ส่งผลต่อประสิทธิผลของการนำนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากไปปฏิบัติ 3. แนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พบว่า 3.1 ความชัดเจนของนโยบาย ควรกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วม ให้ชัดเจน เพื่อสร้างอาชีพ และกระจายรายได้ให้แก่คนในชุมชน 3.2 ศักยภาพขององค์กรที่นำนโยบายไปปฏิบัติ ควรจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชนให้มีความหลากหลายเพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยว 3.3 ทรัพยากร ควรมีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนผ่านเฟชบุค (Facebook) ไลน์ (Line) และเว็บไซด์ (website) ของหน่วยราชการ 3.4 ทักษะและสิ่งจูงใจของผู้ปฏิบัตินโยบาย ควรฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความรู้ ความเข้าใจการท่องเที่ยวแก่คนในชุมชน 3.5 ชุมชนควรมีการกำกับ ตรวจสอบ และประเมินผลความพึงพอใจของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีต่อกิจกรรมและบริการของท่องเที่ยวชุมชน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนต่อไป
  • รายการ
    แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2567) ชลธิชา ทองทา; ธนัสถา โรจนตระกูล; กัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความคิดเห็นต่อบทบาทหน้าที่ และศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยกลุ่มตัวอย่างในการใช้แบบสอบถาม คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 210 คน และกลุ่มที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ได้แก่ นายอำเภอพรหมพิราม ปลัดอำเภอ เสมียนตราอำเภอ เกษตรอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ และพัฒนาการอำเภอ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้รูปแบบการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. บทบาทหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการบริการ (x̄ = 4.39) ด้านการปกครองและการรักษาความสงบเรียบร้อย (x̄ = 4.30) ด้านการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน (x̄ = 4.28) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม ระดับมาก (x̄ = 4.21) และศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ (x̄ = 4.39) ด้านทักษะในการปฏิบัติหน้าที่ (x̄ = 4.28) ด้านความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ (x̄ = 4.25) 2. ปัจจัยบทบาทหน้าที่ ได้แก่ ด้านการปกครองและการรักษาความสงบเรียบร้อย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม ด้านการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน ด้านการบริการ ส่งผลต่อศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน พบว่า มีการจัดอบรมให้ความรู้ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี และการใช้สื่อออนไลน์ เช่น Facebook และ LINE เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และมีการติดตามประเมินผล เพื่อให้เข้าใจหลักเกณฑ์ กระบวนการ และขั้นตอน ในการปฏิบัติหน้าที่ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว รวมถึงจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานของกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานให้มีศักยภาพมากขึ้น
  • รายการ
    การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2566) ศักดิ์ดา เอี่ยมชัย; ธนัสถา โรจนตระกูล; ภาสกร ดอกจันทร์
    การศึกษาวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่น 2) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่น 3) ศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธีเก็บข้อมูลจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อายุตั้งแต่ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยใช้แบบสอบถาม และศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูล จำนวน 34 คน ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของผู้ตอบแบบสอบถามในภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้งในด้านการตัดสินใจในการเลือกตั้ง ด้านการดำเนินการเลือกตั้ง และด้านการร่วมรณรงค์เลือกตั้ง 2. ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นด้านการดำเนินการเลือกตั้ง ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส การศึกษา และรายได้ 3. ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นด้านการร่วมรณรงค์เลือกตั้ง ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา รายได้ และตำแหน่งในท้องถิ่น 4. ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นด้านการตัดสินใจในการเลือกตั้ง ได้แก่ เพศ และตำแหน่งในท้องถิ่น โดยเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ การส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสาร การเสริมสร้างความสามารถในการมีส่วนร่วมทางการเมือง การสร้างและส่งเสริมการเข้าร่วมประชุม และการสร้างโอกาสในการฝึกอบรมและ พัฒนาทักษะ
  • รายการ
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน OTOP นวัตวิถีในเขตอําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2565) นฤมล กุมภาพันธ์; ธนัสถา โรจนตระกูล; โชติ บดีรัฐ
    งานวิจัยเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน OTOP นวัตวิถีในเขต อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ในเขต อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ 2. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการมีส่วนร่วม ที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ในเขต อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ 3. เพื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีในเขตอําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลผ่านแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า 1.ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ในเขต อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เรียงตามระดับค่าเฉลี่ย 3 อันดับแรก ดังนี้ ด้านการรับผลประโยชน์ ด้านการประเมินผล และด้านการดําเนินการ อยู่ในระดับมาก 2.ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการมีส่วนร่วม พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ แตกต่างกันส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 และปัจจัยส่วนบุคคล อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือนและระยะเวลาที่อาศัย ต่างกันส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ไม่มีความแตกต่างกัน 3. ปัจจัยส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีในเขต อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า ปัจจัยด้านเส้นทางเดินทางท่องเที่ยวในชุมชนอยู่ในระดับมาก ปัจจัยด้านสิ่งดึงดูดใจอยู่ในระดับมาก ปัจจัยด้านที่พักอยู่ในระดับมาก และปัจจัยด้านกิจกรรมท่องเที่ยวที่เน้นจุดเด่นอยู่ในระดับปานกลาง
  • รายการ
    หน้าที่และอํานาจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตํารวจศาล
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2567) ชนัญชิดา เทียมใจ; กานดิศ ศิริสานต์
    การวิจัยเรื่องมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจของเจ้าพนักงานตำรวจศาล และการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจศาล 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบระบบโครงสร้างเจ้าพนักงานตำรวจศาลไทยกับต่างประเทศ และ 3) เสนอแนะแนวทางการปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย และระบบโครงสร้างของเจ้าพนักงานตำรวจศาล ดำเนินการวิจัยตามรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการวิจัยเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า ตำรวจศาล ในประเทศไทยเป็นข้าราชการศาลยุติธรรม ซึ่งแต่งตั้งโดยเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัย ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในบริเวณศาล รักษาความปลอดภัยแก่ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม บุคลากร ทรัพย์สิน และอาคารสถานที่ของศาลยุติธรรม รวมทั้งดำเนินการ เกี่ยวกับการจับกุมบุคคลที่หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล และบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก หรือคำสั่งศาลและศาลได้ออกหมายจับแล้ว การที่ศาลมีบุคลากรที่บังคับใช้กฎหมายอยู่ในองค์กรของตัวเอง ซึ่งมีฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในการจับกุมผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนีการปล่อยชั่วคราวหรือผู้ที่ศาลได้ออกหมายจับแล้ว ทำให้กระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีของศาลเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การใช้อำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจศาลเกิดประโยชน์สูงสุด ก็ควรมีการปรับปรุงแก้ไข และเพิ่มเติมบทบัญญัติเจ้าพนักงานตำรวจศาล พ.ศ. 2562 ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในกรณีเกี่ยวกับอำนาจในการจับกุมผู้ต้องหาหรือจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจศาลที่ถูกจำกัดไม่เทียบเท่ากับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
  • รายการ
    สถานะความเป็นเงินตราตามกฎหมายของเงินดิจิทัลที่ออกโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2567) จุฑารัตน์ แก้วพันธ์; อภิชาติ บวบขม
    นวัตกรรมในการชำระเงินดิจิทัลได้กระตุ้นให้ธนาคารกลางหลายแห่งสนใจศึกษาและพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) เชื่อกันว่า CBDC จะเป็นก้าวต่อไปในวิวัฒนาการของเงิน เนื่องจากมีการศึกษาจากหลายประเทศเป็นจำนวนมากได้แสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบที่สำคัญของการใช้สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เพื่อทำหน้าที่เป็นเงินตรา CBDC จะต้องเข้าถึงบทบาทพื้นฐานของเงิน ทฤษฎีสถานะของเงิน วิทยานิพนธ์นี้กล่าวถึงทฤษฎีความเป็นเงินตราของรัฐกับ CBDC ในฐานะเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ในการวิเคราะห์พื้นฐานทางกฎหมายของ CBDC ในกรอบกฎหมายมหาชนภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 และ พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 การขาดรากฐานทางกฎหมายที่ชัดเจนในการออก CBDC เป็นปัญหาทางกฎหมาย อันก่อให้เกิดความเสี่ยงทางด้านการเงิน และความน่าเชื่อถือสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย โดยทำการศึกษาเรื่องเงินในฐานะเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย หลังจากวิเคราะห์ทฤษฎีเหล่านี้แล้ว สามารถสรุปข้อสรุปทั่วไปบางประการได้ดังนี้ ประการแรกพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยฯ ในปัจจุบันไม่อนุญาตให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินการออก CBDC แก่ประชาชนทั่วไป ประการที่สอง จากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติเงินตราฯ ไม่ได้นิยามสถานะ “สกุลเงิน” ให้สามารถรวมถึง CBDC และไม่ได้ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการออกใช้ CBDC ซึ่งจะนำเสนอการวิเคราะห์ทางกฎหมายเบื้องต้นของ CBDC โดยเปรียบเทียบจากมุมมองทางกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศบาฮามาส จาเมกา และจีน เพื่อสรุปว่าแนวคิดของ CBDC ในฐานะเงินและการเป็นสื่อกลางในการชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย รวมทั้งเสนอแนะแนวคิดเรื่องเงินภายใต้ทฤษฎีสถานะของเงิน และสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการชำระหนี้ตามกฎหมายได้ โดยการนำทฤษฎีนี้ไปใช้กับ CBDC และสมมติว่า CBDC ถูกใช้เป็นสื่อกลางในการชำระหนี้ตามกฎหมาย รัฐควรมีบทบัญญัติทางกฎหมายเพื่อจัดทำ CBDC ให้มีฐานะเป็นเงินตราที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและการชำระหนี้ตามกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจได้ว่าเมื่อมีการออกใช้ CBDC การออก การจัดทำ และการจัดการ CBDC นั้นถูกต้องตามกฎหมาย
  • รายการ
    ปัญหาการกระทำผิดพระวินัยของพระภิกษุกรณีเสพเมถุนเปรียบเทียบกับความผิดทางอาญาเกี่ยวกับเพศ
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2567) ณัฎฐปีญา แครบทรี; อภิชาติ บวบขม
    การวิจัยเรื่อง ปัญหาการกระทำผิดพระวินัยว่าด้วยกรณีเสพเมถุนของพระภิกษุเปรียบเทียบกับความผิดทางอาญาเกี่ยวกับเพศ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา ความเป็นมา แนวคิด ทฤษฎีกระทำผิดพระวินัยของ พระภิกษุกรณี เสพเมถุน เพื่อศึกษา วิเคราะห์เปรียบเทียบกระทำผิดพระวินัยของพระภิกษุกรณีเสพเมถุนกับการกระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับเพศของกฎหมายต่างประเทศ และเพื่อศึกษาปัญหาผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับพระธรรมวินัยข้อเสพเมถุนผู้วิจัยกำหนดวิธีการดำเนินการศึกษาเปรียบเทียบ การวิจัยในครั้งนี้ คือ พระภิกษุเป็นบุคคลที่ทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นสาวกที่ทำหน้าที่สืบทอด พระพุทธศาสนา ภิกษุจึงอยู่ในฐานะสูงที่ควรแก่การสักการะสมควรต้องประพฤติตนอยู่ใน พระธรรมวินัย เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนทั่วไป การที่พระภิกษุต้องอาบัติปาราชิก (สิกขาบท 1) หรือผิดฐานเสพเมถุนจึงต้องรับผิดกฎหมายทางธรรมควบคู่กับกฎหมายทางโลก (กฎหมายบ้านเมืองกฎหมายอาญา) เพื่อเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนาควบคู่กับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมแต่ปัจจุบัน (ข) พบว่าบทลงโทษของภิกษุที่อาบัติปาราชิก (สิกขาบท 1) ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ดังเห็นได้จาก มาตรา 276 คุณธรรมทางกฎหมายมุ่งคุ้มครองเสรีภาพของบุคคลต้องมีการบังคับกระทำชำเราโดยปราศจากความยินยอม หากผู้ถูกกระทำ ยินยอมเท่ากับเป็นการสละคุณธรรมทางกฎหมาย ซึ่งตามมาตราดังกล่าวสามารถสละคุณธรรมทางกฎหมายได้ เมื่อสละคุณธรรมทางกฎหมายแล้วผู้กระทำก็ไม่มีความผิดฐานข่มขืนตามมาตรา 276
  • รายการ
    บทบาทและภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ส่งผลต่อการพํฒนาชุมชน อย่างยั่งยืนในเขตพื้นที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย
    (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 2567) นันทศรัย บัวเผื่อน; ธนัสถา โรจนตระกูล; กัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์
    การวิจัยนี้มีวัตุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบทบาทและภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ส่งผลต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลต่อความคิดเห็นในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านกับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาบทบาทและภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านที่มีผลต่อความสำเร็จของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จำนวน 338 คน และเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่า t – test ค่า F – test และการทดสอบรายคู่ ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการรายงานต่อทางราชการ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการที่เกี่ยวกับคดีอาญา และภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านคุณลักษณะของผู้นำ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านคุณลักษณะผู้นำเชิงสถานการณ์ 2) การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลต่อความคิดเห็นในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านกับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ไม่แตกต่างกันส่วนกำนันผู้ใหญ่บ้านที่มีอาชีพ รายได้ สถานภาพ ตำแหน่งงาน และระยะเวลาการดำรงตำแหน่งต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางการพัฒนาบทบาทภาวะผู้นำของกำนันผู้ใหญ่บ้านต้องพัฒนาความสามารถของตนเองในด้านคุณลักษณะผู้นำที่ดีโดยสนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาทักษะการปฏิบัติหน้าที่ด้านการเกี่ยวกับคดีอาญา การประนีประนอมข้อพิพาท ป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย จัดระเบียบสังคม และให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน